เริ่มแล้ว!!

LAZADA PAYDAY

ดีลสุดปัง วันเงินเดือนออก

25-31 พฤษภาคม 2567

ลดแรงกว่า 90%* ช้อปเลย »

นกเอี้ยงหงอน ชื่อวิทยาศาสตร์, ชื่อสามัญ? (นกเอี้ยงเลี้ยงควาย, นกเอี้ยงดำ) กินอะไร.

เนื้อหาข้อมูล"นกเอี้ยงหงอน"

นกเอี้ยงหงอน คืออะไร

"นกเอี้ยงหงอน" ชื่อวิทยาศาสตร์ Acridotheres grandis, Frederic Moore, 1858 เป็นนกที่อยู่ในวงศ์นกเอี้ยง Sturnidae มีชื่อสามัญ ภาษาอังกฤษ ว่า Great myna, White-vented myna และมีชื่ออื่นที่มักนิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า "นกเอี้ยงเลี้ยงควาย" หรือ "นกเอี้ยงดำ"

เป็นนกที่มีความน่ารัก เนื่องจากมีขนหงอนอยู่บนหัว เป็นนกเอี้ยงที่พบได้บ่อยมากพอ ๆ กับ นกเอี้ยงสาริกา ต่างกันที่ นกเอี้ยงหงอนไม่มีการกระจายพันธุ์ในบริเวณภาคใต้ของไทย ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป ขณะที่นกเอี้ยงสาริกาเป็นนกที่หาดูได้ง่ายมากๆ ในทุกภาคของประเทศไทย

นกเอี้ยงหงอน กินอะไรเป็นอาหาร

นกเอี้ยงหงอน นกเอี้ยงเลี้ยงควาย Acridotheres grandis

นกเอี้ยงหงอน ที่ แหลมผักเบี้ย เพชรบุรี; ภาพโดย lonelyshrimp.

อาหารของนกเอี้ยงหงอนมีหลากหลายมาก ตั้งแต่แมลง ไส้เดือน เมล็ดข้าว น้ำหวานจาก ดอกไม้ และผลไม้สุก โดยจะพบเค้าเดินๆวิ่งๆหาไส้เดือน แมลง หรือเมล็ดพืชกินบนพื้น เกาะบนหลังควายกินแมลง กินผลไม้สุกคาต้น อย่างเช่น ต้นมะละกอ และกินแมลงและน้ำหวานอยู่บนต้นไม้ที่ออกดอกสะพรั่ง

รายละเอียดเพิ่มเติม

ลักษณะนกเอี้ยงหงอน

นกเอี้ยงหงอน มีลักษณะสีของขนปลายสุดของหางจะมีสีขาว และที่ส่วนปีกก็จะมีแถบสีขาวเช่นเดียวกัน ลักษณะเด่นชัดที่สำคัญของนกเอี้ยงหงอนก็คือ ขนหงอนสีดำ ซึ่งตั้งชูขึ้นบริเวณหน้าผาก ส่วนบริเวณ ของปากและขาจะเป็นสีเหลือง ขนาดของลําตัวเมื่อวัดจากจะงอยปากถึงปลายหาง มีความยาว ประมาณ 15-18 เซนติเมตร

นกเอี้ยงหงอน มีจุดเด่นคือ มีขนคลุมลำตัวสีดำสนิท และมีขนหงอนยาวบริเวณหน้าผาก โดยขนหงอนที่หน้าผากเป็นขนตั้งฟูๆ และสีตัวเป็นพื้นสีดำ มีปากแหลมยาวพอประมาณสีเหลืองถึงส้มสดเช่นเดียวกับขาและเท้าซึ่งยาวแข็งแรง เล็บเท้าสีดำ มีแถบสีขาวที่โคนขนปลายปีกทําให้ดูเป็นแถบสีขาวตัดกับสีดำสะดุดตา ขนคลุมโคนหางและ ขนปลายหางก็มีสีขาว ส่วนความยาวของขาเมื่อวัดจากโคนขาถึงปลายนิ้วเท้าจะมีความยาว ประมาณ 5-8 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียคล้ายคลึงกัน

ถิ่นกำเนิดและที่อยู่อาศัย

นกเอี้ยงหงอน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศปากีสถาน จีน ชวา พม่า อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งในประเทศไทย สามารถพบนกเอี้ยงหงอน อาศัยอยู่ทุกภาค (ยกเว้นภาคใต้) กระจายพันธุ์อย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับในเวียดนามเป็นนกที่หายาก และเป็นนกที่ถูกนำเข้าไปในสิงคโปร์และหลุดจากกรงไปอยู่ในธรรมชาติ ไม่ใช่นกดั้งเดิม

นกเอี้ยงหงอน ชอบอาศัยและหากินอยู่ตามที่โล่ง บริเวณชายบึงหรือบริเวณใกล้ ๆ หมู่บ้าน ซึ่งมีอยู่ใกล้เคียงและสามารถพบเห็นได้ตามท้องนา และในเมือง บริเวณที่ราบจนถึงความสูง 1,525 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ส่วนใหญ่จะพบในที่ราบ

อุปนิสัย พฤติกรรม นกเอี้ยงหงอน

นกเอี้ยงหงอน มีนิสัยชอบหากินอยู่ใกล้ๆ กับฝูงวัว ควาย มักชอบเกาะอยู่บนหลัง เพื่อจะจิกสะเก็ดของผิวหนังหรือส่วนของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว และกินแมลงที่มาเกาะวัว ควาย เป็นอาหาร แต่ใน บางครั้งก็จะพากันเดินบนพื้นดินรอบ ๆ ฝูงวัว ควาย เพื่อจิกหาแมลงตามพื้นกินเป็นอาหารเช่นเดียวกัน และการที่นกเอี้ยงหงอนมีนิสัยชอบหากินใกล้ๆ วัว ควาย จนทำให้ผู้คนที่พบเห็น จึงพากันเรียกชื่อนกเอี้ยงหงอน ชนิดนี้ว่า "นกเอี้ยงเลี้ยงควาย" นั่นเอง

การสืบพันธุ์ของนกเอี้ยงหงอน

นกเอี้ยงหงอนจะมีการผสมพันธุ์กัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเตรียมรังไข่ สำหรับให้นกเอี้ยงหงอนวางไข่ ลักษณะรูปร่างของรัง นิยมจัดทำเป็นรูปหีบ ซึ่งจะมีลักษณะด้านหน้าของรังเปิด หลังคาลาดเท มีความลึกและความกว้าง 4 นิ้ว สูง 8 นิ้ว ภายในรังจะต้องมีวัสดุรองพื้น พวกใบไม้แห้งหรือหญ้าแห้งขดไว้ในรังไข่ แล้วนำไปแขวนไว้ด้านข้างของกรงเลี้ยงนกเอี้ยง 

เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว จะวางไข่ประมาณ 3-4 ฟอง แล้วใช้เวลาในการฟักไข่ประมาณ 12 วัน ภายหลังจากฟักออกเป็นตัวแล้ว ถ้าอยู่ในสภาพธรรมชาติ พ่อแม่นกเอี้ยงหงอนจะเป็นผู้คอยหาอาหารมาป้อนและเลี้ยงดูลูกนกเป็นอย่างดี ในกรณีที่นำนกเอี้ยงหงอนมาเพาะเลี้ยง หลังจากฟักออกจากไข่ได้ประมาณ 1 เดือน ต้องแยกลูกนกออกมาเลี้ยงเอง โดยใช้ผักและผลไม้ จําพวกกล้วยสุก มะละกอสุก ฝรั่งสุก แตงสุก เป็นอาหาร วิธีการให้อาหารลูกนกเอี้ยงหงอน ต้องใช้วิธีป้อน เนื่องจาก ลูกนกไม่สามารถจิกกินอาหารเองได้ ต่อมาเมื่อลูกนกอายุได้ 2 เดือน ก็สามารถใช้ปากจิกกินอาหารเองได้

สถานภาพทางกฎหมาย

นกเอี้ยงหงอน มีสถานภาพทางกฎหมายเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ของประเทศไทย ที่อนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้

ที่มา : สพ.ญ รัตนา สาริวงศ์จันทร์. นกเอี้ยงหงอน (White-vented Myna). สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.

รายละเอียดเพิ่มเติม