Lazada Flash Sale

โปรฟ้าผ่า!! รับซัมเมอร์

ลดแรงกว่า 90%* ช้อปเลย »

น้ำยาเร่งราก บีสตาร์ท B Start ใส่ตอนไหน วิธีใช้ ประโยชน์ ดีไหม ยี่ห้อไหนดี ราคาถูก.

เนื้อหาข้อมูล"น้ำยาเร่งราก"

"น้ำยาเร่งราก ยี่ห้อไหนดี? ซื้อที่ไหน" ถามกันเข้ามาเยอะค่ะ ปัจจุบันมีขายหลายยี่ห้อค่ะ บางอาจจะใช้การ "เร่งรากด้วยกะปิ" หรือ บางคนใช้ "ลิโพ เร่งราก" หรือ ฮอร์โมนเร่งราก อื่นๆ อีกมากมายหลายเทคนิคค่ะ

น้ำยาเร่งราก ยี่ห้อไหนดี?

น้ำยาเร่งราก มีให้เลือกใช้หลายยี่ห้อ ส่วนใหญ่คุณสมบัติคล้ายๆกัน คุณภาพต่างกันที่ยี่ห้อ ขนาดบรรจุ ภาชนะบรรจุ และราคาแตกต่างกันไป

ำยาเร่งราก บีสตาร์ท (B Start)

แต่สำหรับยี่ห้อที่เคยใช้แล้วได้ผลดี หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง ขอแนะนำ น้ำยาเร่งราก "บี สตาร์ท" (B Start) ยี่ห้อทีเร็กซ์ (T-rex) ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ มาจากชื่อเดิมคือ "บีวัน สตาร์ท" (B-1 start) นั่นเอง ใช้ยี่ห้อนี้มานานแล้ว ปัจจุบันก็ยังใช้ยี่ห้อนี้อยู่ค่ะ ^ ^

รายละเอียดเพิ่มเติม

การใช้น้ำยาเร่งราก B Start ใช้ได้ผลดีไหม?

บีสตาร์ท (B Start) เป็นสารใช้ในการเร่งราก เร่งการแตกรากพืชได้มาก กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ทำให้พืชฟื้นตัวได้เร็ว

การใช้ยากระตุ้นเพื่อเร่งราก ก็ถือว่า ใช้ได้ผลทั้งหมด ตามสะดวกเลยค่ะ แต่โดยส่วนตัวแล้ว การปลูกเลี้ยงดูแลต้นไม้ และการขยายพันธุ์ไม้ จะเลือกใช้ น้ำยาเร่งราก B Start ก็ใช้ได้ผลดีมากค่ะ ก็เลยอยากแนะนำให้ลองใช้กันดูบ้างค่ะ

การใช้น้ำยาเร่งราก ใช้ได้ผลดี

น้ำยาเร่งราก B Start มีคุณสมบัติ ช่วยเร่งราก การแตกรากในกิ่งตอน กิ่งปักชำ กล้าไม้ รวมถึง การแช่เมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะเมล็ด ช่วยทำให้ระบบรากแข็งแรง รากเดินดี ส่งเสริมจำนวนราก ส่งเสริมการเจริญเติบโตได้อย่างดี และสามารถใช้ได้กับทุกพืช ทั้ง ไม้ผล และไม้ดอกไม้ประดับค่ะ

น้ำยาเร่งราก B Start ช่วยทำให้ต้นไม้ฟื้นตัวเร็ว ลดอาการต้นโทรมในไม้ขุดล้อม ต้านทานการเปลี่ยนแปลงอากาศ หรือ ช่วยในเรื่องการปรับตัวจากการเปลี่ยนสถานที่ปลูกใหม่ ให้แตกรากใหม่ และดูดอาหารได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มผลผลิตของพืชหัว เช่น หัวหอม หอมหัวใหญ่ แห้ว กระเทียม มันเทศ มันฝรั่ง มันสำปะหลัง มันแกว

น้ำยาเร่งราก ทีเร็กซ์ บี สตาร์ท T-Rex B Start มีขนาดบรรจุทั้งหมด 5 ขนาด คือ ขนาด 100 ซีซี, ขนาด 500 ซีซี, ขนาด 1 ลิตร, ขนาด 4 ลิตร และ ขนาด 20 ลิตร

วิธีใช้ น้ำยาเร่งราก B Start ใส่ตอนไหน?

  • วิธีใช้ น้ำยาเร่งราก B Start สำหรับ กิ่งพันธุ์ กิ่งชำ จำนวนมาก อัตราการใช้ 60-100 ซีซี ต่อ น้ำ 20 ลิตร
  • วิธีใช้ น้ำยาเร่งราก B Start เพื่อกระตุ้นการแตกราก กิ่งตอน กิ่งชำ และการย้ายต้นกล้าปลูกใหม่ อัตราการใช้ 60-100 ซีซี ต่อ น้ำ 20 ลิตร
  • วิธีใช้ น้ำยาเร่งราก B Start สำหรับ ไม้ขุดล้อม อัตราการใช้ 80 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • วิธีใช้ น้ำยาเร่งราก B Start สำหรับ สนามหญ้า จัดสวน อัตราการใช้ 60-100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
  • วิธีใช้ น้ำยาเร่งราก B Start สำหรับ แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนการเพาะเมล็ด จะใช้อัตราการใช้ 60 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 30 นาที

คำแนะนำในการใช้งาน วิธีใช้ น้ำยาเร่งราก B Start ฉีดพ่นทางใบ หรือ ราดลงดิน ทุก 7-10 วัน ถ้าพืชมีอาการทรุดโทรมอย่างรุนแรง

การเร่งรากด้วยน้ำยาเร่งราก

สารเคมีและฮอร์โมนบางชนิดสามารถช่วยในการเกิดรากในพืชหลายชนิด แต่ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชนิดและอายุของพืช สารที่นิยมใช้ในการเร่งราก คือ สารกลุ่มออกซิน วิธีการใช้มี3 วิธี คือ

การเร่งรากด้วยน้ำยาเร่งราก

(1) การเร่งรากโดยใช้ผงสำเร็จรูป

วิธีที่ทำได้ง่ายและสะดวก โดยเมื่อทำให้กิ่งเกิดแผลด้วยการตอนหรือการตัดชำแล้วควรป้ายหรือจุ่มโคนกิ่งในผงเร่งรากทันที หรือทำให้กิ่งเปียกก่อนโดยการจุ่มกิ่งในน้ำแล้วค่อยใช้ผงเร่งราก

(2) การเร่งรากโดยใช้ในรูปสารละลายฮอร์โมนแบบเจือจาง

โดยนำไปป้ายหรือจุ่มให้บริเวณแผลของกิ่งสัมผัสกับสารละลายเป็นเวลา 1 วัน ความเข้มข้นของสารละลายขึ้นกับชนิดของพืชที่ตัดชำ

โดยทั่วไปแล้วหากเป็นพืชชนิดที่ออกรากได้ง่ายจะใช้สารละลายฮอร์โมนที่มีความเข้มข้น 20 ส่วนในล้านส่วน (part per million: ppm) ในการแช่กิ่งชำ แต่หากเป็นพืชชนิดที่ออกรากได้ค่อนข้างยาก จะใช้ความเข้มข้นของสารละลายฮอร์โมนความเข้มข้นที่ 200 ส่วนในล้าน

(3) การเร่งรากโดยการจุ่มโคนกิ่งในสารละลายฮอร์โมนเข้มข้น

วิธีนี้ทำได้ง่าย และรวดเร็ว ทำได้คราวละมากๆ โดยการป้ายหรือจุ่มเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นรอยแผล เนื่องจากการตอนหรือตัดชำ โดยให้รอยแผลสัมผัสกับสารละลายเป็นเวลาสั้นๆ ประมาณ 3-5 วินาที หรืออาจนานกว่านั้นขึ้นกับชนิดของพืชที่ตัดชำ จากนั้นนำกิ่งไปตัดชำในวัสดุตัดชำต่อไป

การจุ่มโคนกิ่งทำคราวละมากๆ โดยการมัดกิ่งชำเป็นกำ แล้วจุ่มลงไปในสารละลายฮอร์โมนในครั้งเดียว ประหยัดเวลาในการทำงานได้อย่างมาก ความเข้มข้นของสารละลายฮอร์โมนที่ใช้จะอยู่ที่ 500 - 1,000 ส่วนในล้าน

ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเกิดรากและต้น โดยการรักษาความชื้น หลีกเลี่ยงการขาดน้ำ ปรับอุณหภูมิและแสงให้เหมาะกับการออกรากและต้นพืช ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายอันเกิดจากศัตรูอื่นๆ เช่น มด แมลง และสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

รายละเอียดเพิ่มเติม